Close
title
f
title
แขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 1
Chiangmai 1 Highway District
วิสัยทัศน์ : มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันกับความต้องการของผู้ใช้ถนน ทั้งความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ความพึงพอใจ ตามหลักวิศวกรรม
 
ข่าวสารทางหลวง
title
กรมทางหลวง เร่งคืนผิวจราจร “ถ.พระราม2 ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน" หลังงานเทคอนกรีตเชื่อมสะพาน M82 แล้วเสร็จ ส่วนการรื้อถอนคานที่เสียหายยังเดินหน้าตามแผน ภายใต้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด คาดเสร็จเร็วกว่ากำหนด

กรมทางหลวง รายงานความคืบหน้าโครงการมอเตอร์เวย์ M82 ตอนที่ 7 เผยงานเทคอนกรีตเชื่อมสะพาน M82 ข้ามแม่น้ำท่าจีนแล้วเสร็จตามแผน เตรียมรื้อนั่งร้าน เพื่อคืนผิวจราจรบนถนนพระราม 2 ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ด้านงานรื้อถอนคานที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเครน LG ถล่ม ยังเดินหน้าตามขั้นตอนทางวิศวกรรม (Method Statement) ภายใต้การกำกับดูแลเข้มข้นจาก วสท. มั่นใจเสร็จเร็วกว่าแผนเดิม เตรียมปรับผังจราจรใหม่ กลางเดือนมีนาคม 2569 เพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรให้ประชาชนสัญจรได้คล่องตัวขึ้น นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (M82) สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ตอนที่ 7 ว่า ขณะนี้การเทคอนกรีตเชื่อมสะพาน M82 ข้ามแม่น้ำท่าจีน เพื่อรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราวและคืนผิวจราจรบนสะพาน ถ.พระราม 2 รวมทั้งการรื้อถอนคานโครงสร้างที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเครน LG ถล่ม กำลังดำเนินไปตามแผนงานและมาตรการความปลอดภัยตามหลักวิศวกรรมที่วางไว้อย่างเคร่งครัด โดยมีความคืบหน้าสำคัญ 2 ส่วน ดังนี้1. งานโครงสร้างสะพาน M82 ข้ามแม่น้ำท่าจีน: ปัจจุบันได้ดำเนินการเทคอนกรีตเชื่อมต่อโครงสร้างสะพานแล้วเสร็จ และเริ่มทำการรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราวขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่ คาดว่าจะแล้วเสร็จ "กลางเดือนมีนาคม 2569" โดยจะสามารถคืนพื้นผิวจราจรบนสะพานให้รถวิ่งข้ามแม่น้ำได้สะดวกมากขึ้น ช่วยระบายปริมาณรถสะสมและลดปัญหาการจราจรในจุดวิกฤตที่เป็นคอขวดนี้ได้2. งานรื้อถอนโครงสร้างคานคอนกรีตอัดแรงที่เสียหายจากเหตุเครน LG ถล่ม: ปัจจุบันได้เคลื่อนย้าย LG มาติดตั้งบริเวณช่วง Span ที่จะรื้อถอนโครงสร้างคานที่เสียหายชุดแรก พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ชุดแขวนชิ้นส่วนคานรูปกล่องแต่ละก้อน รวมถึงติดตั้งระบบตรวจวัดพฤติกรรมโครงสร้างในระหว่างปฏิบัติงานแบบ Real-time (Structural Health Monitoring) แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยจะเริ่มขั้นตอนการปลดแรงในลวดอัดแรง (Tendon) และถ่ายน้ำหนัก (Load Transfer) ของ Segment ไปยังชุดแขวนฯ ในคืนวันที่ 19 - 20 ก.พ. 2569 นี้ จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการตัดและยกชิ้นส่วนคานรูปกล่องทีละก้อนลงมา เพื่อขนย้ายออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นจะเคลื่อนย้าย LG ไปติดตั้งบริเวณช่วง Span ถัดไปที่จะรื้อถอนโครงสร้างคานที่เสียหายชุดที่ 2 และดำเนินการตามขั้นตอนเดียวกันจนแล้วเสร็จต่อไป โดยคาดว่าการรื้อถอนโครงสร้างคานที่เสียหายทั้ง 2 ชุดจะแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 นี้ ซึ่ง "เร็วกว่าแผนเดิม" ที่กำหนดไว้ (27 มี.ค. 2569) ประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ การรื้อถอนโครงสร้างคานคอนกรีตอัดแรง จำเป็นต้องใช้เทคนิคด้านวิศวกรรมขั้นสูง จึงได้วางแผนเตรียมการอย่างรอบคอบรัดกุมและกำหนดมาตรการความปลอดภัย ภายใต้การกำกับดูแลของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และได้รับความร่วมมือจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ในการตรวจสอบขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Method Statement) รวมถึงรายการคำนวณอย่างละเอียดก่อนเริ่มงาน พร้อมทั้งมีผู้ตรวจสอบอิสระเข้าร่วมตรวจสอบซ้ำและสังเกตการณ์ตลอดกระบวนการ รวมถึงกำหนดให้มีการควบคุมการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีประสบการณ์ในการรื้อถอนโครงสร้างคานคอนกรีตอัดแรงในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว  สำหรับการบริหารจัดการจราจรบนถนนพระราม 2 ช่วง กม.ที่ 29 - กม.ที่ 32 (บริเวณที่เกิดเหตุ รวมช่วงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน) ซึ่งปัจจุบันเปิดช่องทางหลัก ขาเข้า-ขาออก ทิศทางละ 1 ช่องจราจร ช่วงเวลา 05.30 - 20.00 น. ส่วนทางคู่ขนาน ฝั่งละ 2 ช่องจราจร วิ่งได้ตามปกติตลอด 24 ชม. นั้น กรมทางหลวงได้วางแผนเตรียมปรับผังจราจรใหม่ เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรให้ประชาชนสัญจรได้คล่องตัวขึ้น คาดว่าจะเริ่มในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 นี้ โดยจะปรับพื้นที่ช่องทางหลักฝั่งขาเข้า กทม. บริเวณจุดเกิดเหตุเครน LG ถล่ม เพื่อรองรับการเบี่ยงจราจรรูปแบบใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ดังนี้• การจราจรทิศทางขาเข้า กทม. (Inbound): บริเวณช่วงทางลงสะพาน จะเปิดช่องทางหลัก (Main Road) เพิ่มจาก 1 ช่องจราจร เป็น 2 ช่องจราจร• การจราจรทิศทางขาออก กทม. (Outbound): บริเวณช่วงก่อนขึ้นสะพาน จะเปิดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) เพิ่มอีก 1 ช่องจราจร รวมเป็น 2 ช่องจราจร โดยจัดให้รถวิ่งสวนเลนในทางหลัก ขณะเดียวกัน ศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุของกรมทางหลวง (HTOC) กำลังวิเคราะห์ข้อมูลสถิติและวางแผนการบริหารจัดช่องจราจรของช่องทางหลักฝั่งขาเข้า กทม. ตามผังการจัดการจราจรแบบใหม่นี้ โดยอาจมีการปรับจำนวนช่องจราจรให้สอดคล้องกับปริมาณรถของแต่ละทิศทาง ในแต่ละช่วงเวลา เช่น อาจปรับให้วิ่งทางหลักขาเข้า 3 ช่อง ขาออก 1 ช่อง เป็นต้น เพื่อช่วยให้การระบายรถในภาพรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  "กรมทางหลวงขอยืนยันว่า ทุกขั้นตอนการดำเนินงานได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบตามหลักวิชาการ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเรากำลังเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อคืนผิวจราจรให้พี่น้องประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้นโดยเร็วที่สุด ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้"
title
สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น 16 ชนิด! กรมทางหลวงเผย “อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304” ใช้งานได้จริง สะท้อนโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม หนุนสมดุลระบบนิเวศระยะยาว

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง มอบหมายให้ นายปกรณ์ ศรีปานวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 10 พร้อมด้วย นายวิโรจน์ ล้อมวงษ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงปราจีนบุรี และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง ร่วมให้การต้อนรับ นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เนื่องในโอกาสลงพื้นที่ติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการอุโมงค์เชื่อมผืนป่า (Wildlife Corridor) บนทางหลวงหมายเลข 304 จังหวัดปราจีนบุรี ในการนี้ กรมทางหลวงได้รายงานแนวคิดการก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมผืนป่า บนทางหลวงหมายเลข 304 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ตัดผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ามรดกโลก โดยออกแบบเป็นอุโมงค์ระดับพื้นถนน และจัดให้มีพื้นที่ด้านบนเป็นทางเชื่อมให้สัตว์ป่าสามารถสัญจรได้อย่างปลอดภัย สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และพฤติกรรมสัตว์ป่า ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมทางหลวง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการคุ้มครองระบบนิเวศอย่างสมดุล ผลการติดตามภายหลังการเปิดใช้ในปี พ.ศ. 2562 พบว่า สัตว์ป่าสามารถใช้งานอุโมงค์เชื่อมผืนป่าได้จริงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสัตว์ป่าหลากหลายกลุ่ม โดยเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากรายงาน EIA เดิม พบว่าความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ป่าในพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 156 ชนิด เป็น 172 ชนิด สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเชื่อมต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การลดผลกระทบจากการแบ่งแยกพื้นที่ธรรมชาติ และการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุระหว่างยานพาหนะกับสัตว์ป่า อันเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ทาง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเสริมสร้างความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดนครราชสีมา ยังมีโครงการสำคัญอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้แก่ โครงการสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3486 ช่วงบ้านกุดเตย – บ้านใหม่ไทยถาวร และทางหลวงหมายเลข 348 ช่วงอำเภอตาพระยา – อำเภอโนนดินแดง และการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำแผนการพัฒนาโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 61 (MR2) ช่วงปราจีนบุรี - นครราชสีมา ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการ กรมทางหลวงยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่ทางหลวงคาร์บอนต่ำและความยั่งยืน โดยจะนำผลสัมฤทธิ์จากโครงการอุโมงค์เชื่อมผืนป่าไปต่อยอดและขยายผลแนวคิด “ถนนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ” ให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ควบคู่กับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
title
"กรมทางหลวง ยืนยันถนนบรมราชชนนี (สาย 3 - 4) สัญจรปกติ ไร้แผนปิดจราจร 100% ย้ำชัด 'รอคืนผิวจราจร M82 บน ถ.พระราม 2 ก่อนเริ่มงานก่อสร้างต่อขยายทางยกระดับบน ถ.บรมราชชนนี' มุ่งลดผลกระทบการเดินทางประชาชนเป็นสำคัญ"

กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างสะพาน เปิดเผยข้อเท็จจริง กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปิดจราจรช่องทางหลัก 100% บนทางหลวงหมายเลข 338 (ถนนบรมราชชนนี) ช่วงพุทธมณฑลสาย 3 - พุทธมณฑลสาย 4 ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อก่อสร้างส่วนต่อขยายทางยกระดับนั้น กรมทางหลวงขอยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าว "ไม่เป็นความจริง" ปัจจุบัน โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายทางยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 338 ดังกล่าว ยังไม่มีการเริ่มดำเนินการก่อสร้าง และยังไม่มีการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงาน (Notice to Proceed: NTP) แต่อย่างใด ทั้งนี้ กรมทางหลวงตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากการจราจรติดขัด จึงได้กำหนดนโยบายการบริหารจัดการงานก่อสร้างอย่างเคร่งครัด โดยได้นำเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) มาใช้กับสัญญาโครงการนี้ เพื่อให้สามารถวางแผนเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงานได้ โดยตามแผนงานที่วางไว้ กรมทางหลวงจะเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างบนถนนบรมราชชนนี ก็ต่อเมื่อโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (M82) สายบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว บนถนนพระราม 2 ดำเนินการคืนผิวจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ตามปกติแล้วเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทาง และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการจราจรในภาพรวมเกินความจำเป็น ในระหว่างนี้ กรมทางหลวงอยู่ระหว่างการบูรณาการแผนการบริหารจัดการจราจรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธร จังหวัดนครปฐม กรุงเทพมหานคร และภาคส่วนต่างๆ เพื่อประเมินผลกระทบและวางมาตรการด้านความปลอดภัยสูงสุด ก่อนนำเสนอแผนต่อกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ อย่างไรก็ดี จะไม่มีการปิดการจราจร 100% ระหว่างก่อสร้างตามอย่างที่เป็นข่าว โดยจะวางแผนเบี่ยงการจราจรเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย กรมทางหลวงขอยืนยันว่า หากมีการกำหนดวันเริ่มดำเนินโครงการที่ชัดเจน จะดำเนินการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าอย่างเป็นทางการผ่านสื่อต่างๆ ของกรมทางหลวง เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้ทันท่วงที สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)